Big Data กำลังจะช่วยให้คุณสวยขึ้นด้วยข้อมูลของคุณเอง

 

E.P. 24
จากเมคอัพถึงน้ำหอม
Big Data กำลังสร้างโลกใหม่แห่งความงาม

เขียนโดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง

ความสวยกับบิ๊กดาต้ากลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปีนี้
แต่มันจะเป็นจุดเปลี่ยนของการปฎิสัมพันธ์กันระหว่างแบรนด์ ร้านค้า และลูกค้า
www.alibabacloud.com

                Orbis Research บริษัทวิจัยการตลาดได้คาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ 2023 มูลค่าของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางทั่วโลกจะสูงถึง 8 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดเดาเมื่อดูจากสภาพของสังคมในตอนนี้ ซึ่งมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น มลภาวะสูงขึ้น ความคาดหวังทางสังคมต่อความเยาว์วัยมีมากขึ้น ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขของผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยความงามนั้นจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

               ในปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่พนักงานขายที่ยืนอยู่ตามเคาน์เตอร์อีกต่อไป แต่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์  บิ๊กดาต้า (Big Data) และการเรียนรู้เชิงลึกของปัญญาประดิษฐ์ต่างหาก ที่จะกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อการเติบโตของธุรกิจความสวยความงาม

               เพราะท้ายที่สุด “ข้อมูล” เป็นสิ่งสำคัญเสมอในการพัฒนาทุกธุรกิจ ยิ่งในสมัยนี้ที่การเก็บข้อมูลสามารถทำได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวเรา การปรับปรุงและเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อตามให้ทันลูกค้าจึงเป็นเรื่องที่ทุกแบรนด์ต้องลงทุนและแข่งขัน ในอนาคตลูกค้าจะซื้อ ”ลิปสติก” ด้วยเหตุผลว่า “ลิปสติกเป็นมากกว่าลิปสติก” เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยความงามในความคิดของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการทาปาก สระผม หรือทาครีมบำรุง ถูกมองว่าเป็นการดื่มด่ำคุณค่าของแบรนด์ที่พวกเขารัก 

               ประสบการณ์ที่ดีที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์จึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องผลักดันให้เกิดขึ้น และสิ่งที่จะช่วยแบรนด์ได้มากก็คือ “ข้อมูล” นั่นเอง มาดูกันว่าในโลกของธุรกิจความสวยความงามในปัจจุบันนี้ มีใครกำลังทำอะไรเกี่ยวกับ “ข้อมูล” เพื่อ “สร้างประสบการณ์ที่ดี” ให้กับลูกค้าอยู่บ้าง

 

Foreo (https://www.foreo.com/luna-fofo)

                โฟรีโอเป็นแบรนด์จากสวีเดน จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าลูน่า โฟโฟ (Luna fofo) ซึ่งทำจากซิลิโคนที่อ่อนนุ่มและปลอดภัยต่อผิว สิ่งที่สำคัญมากกว่าความอ่อนนุ่มก็คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ลูน่า โฟโฟมีเซ็นเซอร์และปัญญาประดิษฐ์ซึ่งทำงานร่วมกันในการเรียนรู้ลักษณะผิวพรรณของลูกค้าและวิเคราะห์วิธีการนวดทำความสะอาดผิวหน้า ทุกครั้งที่ผู้ใช้งานหยิบเครื่องนวดลูน่า โฟโฟมาใช้ มันจะทำงานเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน ผู้ใช้จะได้รับการแจ้งเตือนให้ทำความสะอาดผิวหน้าตามตารางที่ลูน่า โฟโฟแนะนำ สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์ได้ข้อมูลเรื่องการดูแลผิวและข้อมูลกิจวัตรประจำวันของผู้ใช้งานไปโดยปริยาย

                ในด้านของลูกค้า นอกจากผิวหน้าที่ได้รับการดูแลจากลูน่า โฟโฟแล้ว พวกเขาก็ยังได้รับความสุขจากการที่ได้ “หุ่นยนต์” มาช่วยนวดหน้าอีกด้วย

 

Proven (https://www.provenskincare.com/)

                โพรเวนเกิดจากการรวมตัวกันของ Mong Zhao อดีตนักศึกษาของฮาร์วาร์ด และ Amy Yuan นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งแบรนด์ “โพรเวน” ขึ้นมา จุดเริ่มต้นของโพรเวนเกิดขึ้นจากโครงการของทั้งคู่ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากมหาวิทยาลัย MIT (MIT’s 2018 Artificial Intelligence) โพรเวนใช้ปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาต้า และผลงานวิจัยทางวิชาการในการสร้างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคนโดยวิเคราะห์ลึกไปถึงระดับยีน พวกเขาเรียกโครงการของตนเองว่าเป็น “Skin Genome Project” ผลิตภัณฑ์ของโพรเวนเป็น Clean Beauty ซึ่งไม่มีสารเคมีที่รุนแรง ไม่มีการทดสอบในสัตว์ โพรเวนจดสิทธิบัตรตั้งแต่คำถามที่พวกเขาใช้สอบถามลูกค้า (ลูกค้าต้องใช้เวลาประมาณ 3 นาทีในการตอบคำถาม) ไปจนถึงกระบวนการผสมสูตรต่างๆ ซึ่งใช้ฐานข้อมูลการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกว่า 20 ล้านจุดข้อมูล (Data Point) จากงานวิจัยที่มีกลุ่มตัวอย่างรวมกันประมาณ 4,000 คน โพรเวนอ้างว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาสามารถลดการใช้ทรัพยากรได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ในราคาเดียวกัน เพราะผลิตภัณฑ์ของโพรเวนจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภค  

 

Boots (www.boots.com)

                ไม่ใช่เพียงแค่เพียงแบรนด์เท่านั้นที่ต้องปรับตัวเองเข้าหาเทคโนโลยีมากขึ้น ร้านค้าที่จัดจำหน่ายสินค้าด้านความสวยความงามอย่างบู๊ทส์ก็ต้องปรับตัวเช่นกัน ร้านบู๊ทส์บางสาขาในสหราชอาณาจักรเริ่มมีการติดตั้งหน้าจอสัมผัสไว้ตามจุดต่างๆ ในร้าน เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาลองใช้งานหรือกรอกข้อมูลบางอย่าง ส่งผลให้บู๊ทส์สามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าได้มากขึ้น

 

Sephora (https://sephoravirtualartist.com/)

                เซโฟร่าก็มีบริการคล้ายกับบู๊ทส์ ลูกค้าสามารถใช้แอปพลิเคชัน “Sephora Virtual Artist” (ดาวน์โหลดได้ทาง Google Play และ App Store) เพื่อเลือกลองผลิตภัณฑ์บางรายการผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR) ไม่ว่าคุณจะต้องการค้นหาสีลิปสติกที่เหมาะกับผิวคุณหรือกำลังตามหารองพื้นที่ใช่ ก็สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยี AR ซึ่งในการทดลองผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง แบรนด์จะได้รับข้อมูลสำหรับนำไปพัฒนาสินค้าของตัวเองต่อไป นอกจากนั้นพวกเขาจะได้ทราบทันทีว่าสินค้าที่เปิดให้ลองนั้นมีชิ้นใดบ้างที่ลูกค้ามีแนวโน้มว่าจะสนใจและกดสั่งซื้อมากที่สุด

 

My Beauty Match  (www.mybeautymatch.com)

            MyBeautyMatch.com เป็น Search Engine ที่ช่วยให้ลูกค้าค้นหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้ามากที่สุด โดยหลังจากที่ลูกค้าตอบคำถามหนึ่งชุด ระบบจะคัดกรองผลิตภัณฑ์ซึ่งมีในฐานข้อมูลกว่าสี่แสนชิ้นให้เหลือเพียงไม่กี่ชิ้น ซึ่งเป็นสินค้าที่ระบบคัดแล้วว่าเหมาะกับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง MyBeautyMatch.com มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม  ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกาย ไปจนถึงเครื่องสำอาง MyBeautyMatch.com ได้รับข้อมูลของลูกค้าจากการล็อกอินของลูกค้า ระบบสามารถเรียนรู้ว่าลูกค้าคาดหวังอะไรจากการค้นหาครั้งที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลที่ได้นั้นเป็นประโยชน์ทั้งต่อฝ่ายลูกค้าเองและฝ่ายแบรนด์ที่นำสินค้ามาจำหน่ายใน MyBeautyMatch.com แต่เป็นที่น่าเสียดายนิดหนึ่งว่า MyBeautyMatch.com เน้นเจาะตลาดกลุ่มผู้หญิงเพียงอย่างเดียว

 

Functionbeauty.com (https://www.functionofbeauty.com/)

                สตาร์ตอัพจากนิวยอร์กรายนี้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า Functionbeauty.com ถือเป็นเว็บไซต์แรกของโลกที่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายได้ โดยลูกค้าจะต้องตอบแบบสอบถามจากนั้นเว็บไซต์จะจัดส่งผลิตภัณฑ์ไปให้ถึงบ้าน ข้อดีของผลิตภัณฑ์จากเว็บไซต์ Functionbeauty.com ก็คือ Functionbeauty.com ไม่ได้เน้นลงทุนด้านการตลาด ไม่มีฉลากที่สวยงาม หากแต่เน้นสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในช่องทางออนไลน์  เน้นความเรียบง่ายของผลิตภัณฑ์ และทุ่มเทไปกับเรื่องคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ของ Functionbeauty.com เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็น Vegan Product เพราะใช้วัตถุดิบที่สกัดจากพืชทั้งหมด ไม่มีส่วนผสมที่มาจากสัตว์ เช่น น้ำผึ้งหรือเจลาตินหรือคอลลาเจนจากสัตว์ ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีที่รุนแรง Functionbeauty.com อ้างว่าด้วยข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้เชิงลึกของโปรแกรมที่พวกเขามี  พวกเขาสามารถเรียนรู้สภาพเส้นผมของลูกค้าและปรุงสูตรแชมพูที่เหมาะกับลูกค้าออกมาได้หลากหลายมากกว่า 12 ล้านสูตร  พูดง่ายๆ นี่คือ OEM (Origianl Equipment Manufacturer) ที่มาในสเกลแบบรายบุคคลของจริง 

                ในอนาคต บิ๊กดาต้าจะเพิ่มความสำคัญขึ้นอีกเรื่อยๆ เมื่อฐานของผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นและแบรนด์สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น นั่นหมายความว่า หากแบรนด์ใดเห็นความสำคัญของข้อมูลและเริ่มต้นเก็บข้อมูลได้เร็วกว่า แบรนด์นั้นก็จะสามารถรู้ใจลูกค้าได้เร็วขึ้นและมากขึ้นเท่านั้น


ติดตามข้อมูลข่าวสารดีๆ จาก ScanMe SeeScore ผู้ให้บริการ ระบบ Qr code สำหรับเก็บข้อมูล big data 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 061-4128424
ระบบ Qr code สำหรับเก็บข้อมูล big data 

สอบถามข้อมูลผ่าน Line@ : @scanme

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scanmeseescore.com

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Call Now Buttonโทรหาเรา