โซล ความสวย Gen Z และ Big Data

 

E.P. 22

โซล ความสวย Gen Z และ Big Data

เขียนโดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง

                ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นเมืองหลวงแห่งธุรกิจความสวยความงามของโลกไปแล้ว จากข้อมูลการส่งออกของประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2019 ประเทศเกาหลีใต้เป็นตลาดสินค้าเครื่องสำอางที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก หรือมีขนาดประมาณ  3% ของตลาดทั่วโลก ในปี ค.ศ. 2017 มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 8,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 270,000 ล้านบาท  โดยการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น 3.6% และการส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณ 18.3% จากตัวเลขปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าตลาดในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ปริมาณสินค้าเครื่องสำอางที่ส่งออกไปยังต่างประเทศก็เป็นไปในทิศทางที่ดี

                ความนิยมที่มีต่อเครื่องสำอางจากเกาหลีใต้ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับประเทศ แต่ยังทำให้แบรนด์เครื่องสำอางสามารถนำข้อมูลมากมายมหาศาลที่ได้รับมาพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้นได้อีก

                บริษัท Amore Pacific บริษัทเครื่องสำอางจากเกาหลีใต้ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางกว่า 33 แบรนด์ เป็นบริษัทใหญ่อันดับที่ 14 ของโลก ได้พัฒนาการใช้บิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นประโยชน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z หรือกลุ่ม Post-millenial ให้มากขึ้น

                ทำไมจึงต้องเป็น Gen Z ?

                ก็เพราะว่าคน Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยี พวกเขาคุ้นเคยและมีทัศนคติเชิงบวกต่อเทคโนโลยีมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ คน Gen Z ไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งคุกคามหรืออันตราย แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต คน Gen Z ยังเป็นกลุ่มคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์ไฮเทคมากกว่ากลุ่มคนอื่น ๆ หากจะต้องซื้อสินค้าสักชิ้น พวกเขาก็จะต้องอาศัยเทคโนโลยีมาประกอบการตัดสินใจ ไม่ได้ใช้ความชอบในแบรนด์นั้น ๆ ตัดสินใจเพียงอย่างเดียว 

                คน Gen Z ต้องการสิ่งที่เหมาะกับตนเองและทำให้ตนเองรู้สึกเป็นคนสำคัญ   นอกเหนือจากคุณภาพและเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ที่ต้องดึงดูดใจแล้ว การสื่อสารแบบจำเพาะเจาะจงก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

                แบรนด์อินนิสฟรี (Innisfree) เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำบิ๊กดาต้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ พวกเขาจัดตั้งทีมวิจัย นำโดยศาสตราจารย์คิม แด ชิก (Kim Dae-shik) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเกาหลีใต้ ( Korea Advance Institute of Science&Technology-KAIST) เพื่อพัฒนาอัลกอริทึมสำหรับการ วิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างจากลูกค้ากว่า 1 ล้านแอคเคาท์ที่เข้ามาซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์ของอินนิสฟรีในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคมของปี ค.ศ. 2018

                คิมและทีมวิจัยของเขาได้พัฒนาอัลกอริทึมสำหรับปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้มันเรียนรู้และวิเคราะห์ว่าท่ามกลางข้อมูลกว่าหนึ่งล้านชุดนั้น ลูกค้าแยกแยะผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาชอบและผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาไม่ชอบจากอะไร โดยสังเกตความเชื่อมโยงระหว่างประเภทของผิวที่ลูกค้ากรอกข้อมูลไว้และรีวิวที่ลูกค้าแชร์ไว้ในอินเตอร์เน็ต ทีมวิจัยยังสามารถหาความเชื่อมโยงระหว่างส่วนผสมของเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวกับทัศคติเชิงบวกและลบของลูกค้าได้ด้วย

                อินนิสฟรีคิดว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำหากแบรนด์อยากเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และมันก็เป็นไปได้เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักและกิจกรรมการตลาดของแบรนด์เป็นสิ่งที่คน Gen Z  ให้ความสนใจ เช่น การขายสินค้าในช่องทางออนไลน์ การเปิด Pop-up store หรือการขายผลิตภัณฑ์ของอินนิสฟรีผ่านทางเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) พูดง่าย ๆ ก็คือบิ๊กดาต้าทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น  ยิ่งแบรนด์กับลูกค้าใกล้ชิดกันมากเท่าไร การปรับเปลี่ยนการให้บริการและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็จะยิ่งทำได้ดีมากขึ้นเท่านั้น

                คลื่นของข้อมูลก็ไม่แตกต่างจากคลื่นที่กระทบฝั่ง ยามที่คลื่นซัดเข้าหาฝั่ง มันจะสร้างแรงกระเพื่อมและคลื่นน้ำระลอกใหม่ตามมาเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ ฉันใดฉันนั้น เมื่อแบรนด์เริ่มขยับ ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าก็ต้องปรับเช่นกัน 

                ในปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างล็อตเต้ (Lotte) ของเกาหลีใต้เริ่มมองหาการจำหน่ายสินค้าแบบใหม่เพื่อให้ทันกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ล็อตเต้ลองเปิดร้านแบบ Pop-up store ตามแหล่งชุมนุมของวัยรุ่น เน้นขายสินค้าเฉพาะกลุ่มอย่างเครื่องสำอาง ของใช้สำหรับวัยรุ่นในชื่อ “On” และ “The Beauty” ลูกค้าสามารถหาข้อมูลของสินค้าผ่านหน้าจอทัชสกรีนที่อยู่ในร้านได้ โดยลูกค้าเพียงตอบคำถาม 2-3 ข้อบนจอก่อนกดปุ่ม “On” ลูกค้าก็จะพบสินค้าที่ตรงกับความต้องการของพวกเขา ถือเป็นลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แบรนด์จะได้ข้อมูลจากลูกค้าโดยไม่ต้องรอการบริการจากพนักงานขายแต่เพียงอย่างเดียว

                แผนการของอินนิสฟรีในอนาคต นอกเหนือจากการครองใจคน Gen Z ให้ได้แล้ว พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะพยายามผลิตสินค้าที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดโดยอาศัยบิ๊กดาต้าจากลูกค้าเป็นตัวช่วย และดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่อินนิสฟรีเท่านั้นที่ตั้งเป้าหมายนี้ เพราะขณะนี้มันกลายเป็นกระแสในเกาหลีใต้ไปแล้ว

                ศาสตราจารย์ชิน บยูง-โจ (Shin Byung Joo) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยเซจูง(Sejong University) กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Korean Times ว่า ในอนาคตบิ๊กดาต้าที่ได้จากผู้บริโภคจะกลายเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางของการทำธุรกิจรีเทล ซึ่งต้องปรับตัวให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ไม่อย่างนั้นอาจประสบกับความยากลำบากหากปรับตัวไม่ทัน “ทางออกที่ดีทางหนึ่งก็คือการนำเอาบิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค”

                ส่วนในบ้านเรา หากดูตัวเลขผู้ใช้อินเตอร์เน็ต เชื่อขนมกินได้เลยว่าอีกไม่นานเราก็คงต้านคลื่นข้อมูลที่โหมกระหน่ำเข้ากระทบฝั่งไม่ไหวอย่างแน่นอน

                การเปลี่ยนแปลงกำลังรอเราอยู่ 


อ้างอิง

https://www.koreatimes.co.kr/www/tech/2019/05/694_268601.html      

https://www.export.gov/article?id=Korea-Cosmetics   


ติดตามข้อมูลข่าวสารดีๆ จาก ScanMe SeeScore ผู้ให้บริการ ระบบ Qr code สำหรับเก็บข้อมูล big data 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 061-4128424
ระบบ Qr code สำหรับเก็บข้อมูล big data 

สอบถามข้อมูลผ่าน Line@ : @scanme

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scanmeseescore.com/

 

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Call Now Buttonโทรหาเรา