เมื่อสบู่ที่บ้านคุณก็ต้องการ Big Data

E.P. 21

เมื่อสบู่ที่บ้านคุณก็ต้องการ Big Data

เขียนโดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง

“เราต่างรายล้อมด้วยข้อมูล”​

Stéphane Lannuzel

Head of the Beauty Tech Transformation Project Management

L’Oréal

                เห็นชื่อตอนแล้วอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าสบู่ของคุณถูกฝังชิปจนกลายเป็นอุปกรณ์ IoT ที่เก็บข้อมูลได้ ในที่นี้เป็นการบอกว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่เว้นแม้แต่สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน หรือโลชันที่ใช้อยู่ทุกวัน ในอนาคตก็จะต้องอาศัยบิ๊กดาต้า (Big Data) ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกมา

                ทุกคนคงเคยเห็น QR code บนกล่องสินค้าซึ่งลูกค้าสามารถสแกนเพื่อกรอกข้อมูลแบบสอบถาม หรือลงทะเบียนรับประกันสินค้ามาบ้างแล้ว นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเก็บข้อมูลเพื่อนำไปไว้ในคลังข้อมูลใหญ่ของแบรนด์

                แต่ในปัจจุบันเริ่มแบรนด์ต่าง ๆ เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า อันที่จริงยังมีข้อมูลอีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กัน (แต่กลับถูกนำมาใช้น้อยมาก) นั่นก็คือข้อมูลจากสายพานการผลิตหรือจากวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิต เช่น วัตถุดิบสำหรับผลิตสบู่ ยาสีฟัน แชมพู โลชัน  ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงวิธีการผลิตไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับข้อมูลที่มาจากฝั่งผู้บริโภค

                ในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์สมัยใหม่ มีการพูดถึงเรื่องของ Smart Production หรือ Industry 4.0 กันมากขึ้น เช่น การนำเครื่องจักรกลอัตโนมัติมาใช้ หรือการจัดการด้วยระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) แน่นอนว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งอุปกรณ์ IoT ปัญญาประดิษฐ์ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง หรือบิ๊กดาต้า ล้วนเกี่ยวข้องกับการผลิตเหล่านี้ ทั้งในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ความเร็ว ความแม่นยำ และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือการเชื่อมการผลิตทุก ๆ ส่วนเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อให้ได้มากที่สุด

                มีการพูดถึงเรื่องนี้กันตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ 2000 เมื่อ Google ทำให้เราเห็นพลานุภาพของคลังข้อมูลขนาดใหญ่และการทำ MapReduce (การเชื่อมแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้อัลกอริทึมประมวลผลได้ดีและรวดเร็วขึ้น)  หรือ Hadoop (คล้าย ๆ กับ MapReduce) ที่เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนกระบวนการผลิต ตั้งแต่สั่งของไปจนถึงวางสายพานการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกันทั้งกระบวนการ

                ทุกวันนี้โรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างก็ปรับตัวเองมาใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น มีการเชื่อมโยงเครื่องจักรเข้าด้วยกันด้วยเซ็นเซอร์ เพื่อให้ทุกอย่างทำงานสอดประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้การผลิตราบรื่นขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น ลดของเสียที่จะออกมาจากระบวนการผลิต และเตรียมการเพื่อการทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าไว้ให้ผิดพลาดน้อยที่สุด

                ฟัง ๆ ดูแล้วเป็นเหมือนโรงงานในฝัน แต่มันเกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้

                แบรนด์ลอรีอัล (L’Oréal) ของฝรั่งเศสน่าจะเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สำหรับความสวยความงามแบรนด์แรก ๆ ของโลกที่นำบิ๊กดาต้ามาใช้ในโรงงาน

                จุดเปลี่ยนเริ่มต้นขึ้นเมื่อลอรีอัลมองเห็นปัญหาว่าความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้นและจำเพาะเจาะจงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ในแต่ละภูมิภาคอาจต้องการแชมพูหรือครีมทาผิวสูตรที่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลจากฝั่งผู้บริโภคมาเร็วกว่าการผลิตเสมอ ฯลฯ แล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้โรงงานสามารถสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เร็วที่สุด   จริง ๆ ปัญหานี้เป็นปัญหาโลกแตกของทุกแบรนด์ แต่สิ่งที่ทำให้ลอรีอัลต่างออกไปก็คือความกล้าในการลงทุน

                ลอรีอัลเริ่มมองหาหนทางในการแก้ปัญหานี้โดยทำงานร่วมกับ IBM โดยใช้ Watson IoT Platform ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ มาช่วยในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิต

                Stéphane Lannuzel ในฐานะ Chief Digital Officer for Operations ของลอรีอัล ได้พูดถึงการร่วมมือในครั้งนี้เอาไว้ว่า สำหรับเขานี่ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีแต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนวิธีคิด โจทย์ของลอรีอัลคือต้องผลิตสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ทีมนักพัฒนาต้องการให้สินค้าออกสู่ตลาดให้เร็วในเวลาที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ แต่มักประสบปัญหาเรื่องของความยากลำบากในการคาดการณ์ความต้องการสินค้าจากผู้บริโภค เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้าเข้ามาช่วยฝั่งการผลิตในเรื่องของการลดขั้นตอนการทำงาน ทำให้สามารถปรับไลน์การผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ลอรีอัลเริ่มโครงการนี้ที่โรงงานของลอรีอัลในเบลเยียม โดยใช้ Design Thinking Process มาช่วยออกแบบวางแผนการทำงาน จากนั้นใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนตามแนวทางที่วางแผน มีการติดเซ็นเซอร์ที่เครื่องจักร ใช้ระบบเลเซอร์ตรวจสินค้าที่ออกจากไลน์การผลิตแต่ละฐาน ทั้งหมดถูกนำเข้ามาประมวลผลแบบเรียลไทม์และวิเคราะห์ได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอเหมือนเช่นในอดีต  

                บิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์ทำให้เกิดความแม่นยำ ลดความเสียหาย และสามารถส่งข้อมูลไปยังแผนกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้แบบเรียลไทม์ เช่น แผนกจัดซื้อที่อาจต้องลด/เพิ่ม หรือปรับเปลี่ยนวัตถุดิบตามความต้องการได้อย่างทันท่วงที วิธีนี้จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาความยืดหยุ่นในการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางในการเตรียมตัวรับมือกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ

                ลอรีอัลบอกไว้ในเว็บไซต์ของพวกเขาว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขาเช่นกัน แต่ก็มีแผนการณ์ว่าจะนำวิธีนี้ไปใช้กับในหลาย ๆ ประเทศที่พวกเขามีโรงงานอยู่ เพื่อให้เป็นมาตรฐานและต้องการให้พนักงานเข้าใจถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน


อ้างอิง

https://beautytmr.com/how-loréal-is-giving-manufacturing-a-makeover-with-ibm-ac3b71226b19

https://mediacenter.ibm.com/media/L%27Oréal+%2B+IBMA+A+Makeover+for+Industry+4.0/1_21xmh24k

https://www.ibm.com/industries/be-en/manufacturing/cognitive-manufacturing-outcomes/?cm_mmc=OSocial_Blog-_-Industry+Marketing_Industrial+Sector-_-BE_BE-_-Blog+Loreal+Belgium&cm_mmca1=000032OU&cm_mmca2=10005255 


ติดตามข้อมูลข่าวสารดีๆ จาก ScanMe SeeScore ผู้ให้บริการ ระบบ Qr code สำหรับเก็บข้อมูล big data 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 061-4128424
ระบบ Qr code สำหรับเก็บข้อมูล big data 

สอบถามข้อมูลผ่าน Line@ : @scanme

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scanmeseescore.com/

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Call Now Buttonโทรหาเรา