ข้อมูลสุขภาพ ขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

E.P. 17

ข้อมูลสุขภาพ ขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

เขียนโดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง

 

 

“ปัญญาประดิษฐ์ คือเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดใหม่”

แอนดรู เหงียน

(Andrew Ng)

ผู้บริหารฝ่ายวิทยาศาสตร์ ที่ Baidu Research

    

 

                    ความตายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ปรารถนา มนุษย์ส่วนใหญ่มองความตายเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวเพราะเป็นเรื่องที่เรายังไม่สามารถเอาชนะมันได้ แม้ว่าโลกจะก้าวหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม

 

                    ปัจจุบันสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของมนุษย์ไม่ใช่เพราะร่างกายที่เสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ แต่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตของมนุษย์นั่นเอง ฉะนั้น จงอย่าแปลกใจไปเมื่อคุณได้ยินตัวเลขต่าง ๆ เกี่ยวกับวงการสุขภาพแล้วพบว่า คนเราใช้จ่ายเพื่อรักษาความเจ็บป่วยและยื้อความตายเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาล

 

                    The McKinsey Company บริษัทวิจัยทางการตลาดประเมินว่าในแต่ละปีคนอเมริกันใช้จ่ายเงินเพื่อสุขภาพของตนเองราว 300,000 ล้านเหรียญ (ประมาณ 9.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพนั้นก็มีหลากหลาย เช่น ธุรกิจอาหารเสริม ยารักษาโรค เครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี  ธุรกิจประกัน ฯลฯ

 

                    ด้วยสาเหตุนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพจึงเป็นธุรกิจที่ไม่เคยตกต่ำ และเป็นหนึ่งในธุรกิจไม่กี่ประเภทที่ลูกค้ามักไม่ต่อราคา (เพราะเชื่อว่าของถูกอาจไม่ดี) แถมยังเต็มใจที่จะจ่ายมากเท่าไรก็ได้เพื่อให้ตนเองมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว จนเกิดการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็นไปกับสิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

                                                                       

                    ในปี ค.ศ. 2010 สำนักวิจัยของ IBM ได้ประเมินตัวเลขออกมาว่า ในจำนวน 300,000 ล้านเหรียญที่กล่าวถึงข้างต้น มีจำนวนเงินที่คนอเมริกันใช้ไปกับเรื่องสุขภาพโดยไม่จำเป็นมากถึง 25,000 ล้านเหรียญ เช่น ซื้อยาพร่ำเพรื่อ ซื้อคอร์สลดน้ำหนักที่ไม่ได้ผลจริง หรือรับประทานอาหารเสริมมากเกินความจำเป็น ฯลฯ  หากว่ามีการนำข้อมูลมาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ก็อาจทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงโลกของเราประหยัดทรัพยากรไปได้อีกมากโข

 

                    ความคิดเรื่องการนำข้อมูลทางการแพทย์มาวินิจฉัยโรคโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยจัดการข้อมูลมีมานานแล้ว ในหลายโรงพยาบาลมีการนำข้อมูลผู้ป่วยมาเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำหรับข้อมูลผู้ป่วยนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ถูกเก็บไว้อย่างเป็นระบบระเบียบมากที่สุด จึงสามารถเปลี่ยนเป็น Big data (บิ๊กดาต้า) เพื่อใช้งานในระดับการวิจัยได้อย่างสะดวก สมัยก่อนข้อมูลเหล่านี้ถูกเชื่อมกันผ่านแพทย์และทีมนักวิจัยที่ทำงานร่วมกับวิทยาลัยแพทย์ โรงพยาบาล หรือสถาบันวิจัยทางการแพทย์และยาของภาคเอกชน เพื่อใช้สถิติจากข้อมูลของคนไข้ในการคิดค้นวิธีการรักษาโรคหรือตัวยาใหม่ ๆ แต่ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลในสมัยก่อนก็คือแต่ละโรงพยาบาลอาจไม่ได้เก็บข้อมูลในรูปแบบเดียวกันหรืออาจไม่ได้เก็บข้อมูลทั้งหมดในรูปแบบของไฟล์ดิจิทัล อีกทั้งการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตไม่ได้มีตัวช่วยแบบในปัจจุบันที่มีการนำการเรียนรู้เชิงลึกของปัญญาประดิษฐ์มาการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลบางส่วนจึงยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์เพียงเป็นหลัก เช่น การอ่านแผ่นเอกซเรย์เพื่อวิเคราะห์มะเร็งปอด บุคลากรทางการแพทย์คนหนึ่งอาจต้องฝึกฝนการอ่านแผ่นเอกซเรย์มากกว่า 400,000 แผ่นในระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้มองเห็นความเป็นไปได้ของการเกิดมะเร็งปอด แต่ปัจจุบันนี้ปัญญาประดิษฐ์ใช้เวลาในการศึกษาและดูสไลด์เพียง 4 วัน จากนั้นมันจะสามารถวิเคราะห์ผลเอกซเรย์ของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้แม่นยำมากกว่า 80% ภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

                    เทคโนโลยีที่กล่าวถึงนี้เริ่มมีการพัฒนากันมาสักพักใหญ่ ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่คิดโปรแกรมในการอ่านฟิล์มเอกซเรย์ซึ่งทำได้หลากหลายมากขึ้น เช่น บริษัทชื่อ Lunit ซึ่งให้บริการเรื่องระบบข้อมูลทางการแพทย์ มีบริการการฝึกปัญญาประดิษฐ์ให้เรียนรู้เชิงลึกในการวิเคราะห์โรคในช่องอก ตรวจการตั้งครรภ์ ตรวจความผิดปกติของหัวใจและมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด หรือบริษัท MD.ai ก็มีแพลตฟอร์มในการให้บริการคือต้องการสร้างเครือข่ายงานวิจัยผ่านแพลตฟอร์มแบบเว็บไซต์ โดยให้สถาบันทางการแพทย์และโรงพยาบาลเข้ามาใช้โปรแกรมได้ฟรีเพื่อนำข้อมูลมาแบ่งปัน โดยทางบริษัทจะจัดหาและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ไปพร้อม ๆ กับโรงพยาบาลหรือสถาบันทางการแพทย์ที่ร่วมมือกัน ไอเดียนี้จะคล้าย ๆ กับการสร้างแผนที่ดีเอ็นเอของคน แต่เป็นการทำงานร่วมกันผ่านภาพถ่ายทางการแพทย์

                    ข้อมูลทางการแพทย์ยังทำให้เกิดธุรกิจเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย กรณีหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือ ผลงานของทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์แนล ซึ่งกำลังทดสอบโปรแกรมที่ชื่อว่า “Chester the AI Radiology Assistant” เป็นโปรแกรมวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ที่เปิดให้ใช้ฟรี โดยให้ปัญญาประดิษฐ์ “อ่าน” ฟิล์มเอกซเรย์ของคุณเพื่อวินิจฉัยโรคในช่องอก เพียงแค่คุณอัปโหลดรูปฟิล์มเอกซ์เรย์ของคุณเข้าไปในโปรแกรม แผ่นเอกซเรย์ของคุณจะถูกนำไปเทียบกับฐานข้อมูลที่มันมีอยู่เพื่อประเมินความเป็นไปได้ โปรแกรมนี้เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากและมีภาคธุรกิจสนใจจะพัฒนาไปใช้เป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ถึงแม้ว่ามันยังไม่ได้ถูกรับรองให้เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ แต่มันก็ทำให้เราเห็นว่าข้อมูลนั้นสามารถเปลี่ยนแนวทางในการวินิจฉัยโรค หรือทำให้เกิดช่องทางการรักษารูปแบบใหม่ และในอนาคตเราอาจเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานในราคาที่ถูกลงมาก ๆ ก็เป็นได้

 


อ้างอิง

https://www.md.ai

https://www.lunit.io

https://www.fastcompany.com/90326445/this-free-ai-reads-x-rays-as-well-as-doctors

https://mlmed.org/tools/xray/


 

ติดตามข้อมูลข่าวสารดีๆ จาก ScanMe SeeScore ผู้ให้บริการ ระบบ Qr code สำหรับเก็บข้อมูล big data 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 061-4128424
ระบบ Qr code สำหรับเก็บข้อมูล big data 

สอบถามข้อมูลผ่าน Line@ : @scanme

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scanmeseescore.com/

 

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Call Now Buttonโทรหาเรา