ในโลกที่เริ่มเห็นค่าของข้อมูล

EP. 2 ในโลกที่เริ่มเห็นค่าของข้อมูล 
เขียนโดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง

“จะเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง หากสร้างทฤษฎีก่อนมีข้อมูล”
เชอร์ล็อค โฮล์ม

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ความสนุกอย่างหนึ่งของการดูกีฬานั้นอยู่ที่ตัวเลขและสถิติ ยิ่งปัจจุบันคนเราคลั่งไคล้ข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ และชัดเจนมากในสหรัฐอเมริกา แนวโน้มของพฤติกรรมการดูกีฬาของคนอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นบาสเก็ตบอล เบสบอลหรืออเมริกันฟุตบอล ผู้เล่นคนสำคัญที่ไม่แพ้นักกีฬาในสนามก็คือ “ข้อมูล” ที่ผู้บรรยายสรรหามาเล่าระหว่างเกม เป็นต้นว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อห้าปีที่แล้ว ผู้เล่นคนนี้ทำแต้มไปแล้วเท่าไร วิ่งไปได้กี่หลา ฯลฯ มาร์ค เจ เพนน์ นักเขียนชาวอเมริกันผู้เขียนหนังสือชื่อ Microtrends ถึงกับยกให้เป็นแนวโน้มใหม่ของศตวรรษที่ 21

แต่หากย้อนกลับหลายศตวรรษก่อน (เหมือนอย่างที่เราได้พูดไปเมื่อตอนที่แล้ว) เราจะพบว่า ความคลั่งไคล้เรื่องตัวเลข สถิติและการเก็บข้อมูลของมนุษย์นั้นมีมานานแล้วตั้งแต่ยุคหิน ส่วนหนึ่งอาจเป็นความจำเป็นที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทีต้องทำเพื่อความอยู่รอด แต่อีกส่วนหนึ่งก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า ลึกๆ แล้วความอยากรู้อยากเห็นของคนเราเป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในระดับดีเอ็นเอจริงๆ ในตอนนี้เราจะมาเล่าให้ฟังก่อนว่า หลังจากที่เราหลุดมาจากยุคโลกเก่า ยุคของกรีกและโรมันแล้ว มีเหตุการณ์ไหนในประวัติศาสตร์อีกบ้างที่ทำให้เราเห็นถึงอานุภาพของการเก็บข้อมูล

จากข้อมูลของ The World Economic Forum มีการเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์อย่างย่อของข้อมูลไว้ เพื่อให้เห็นวิวัฒนาการของมัน เราขอยกบางส่วนที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง

ในปี ค.ศ.1662 จอห์น เกรานท์ (John Graunt) พ่อค้าขายอุปกรณ์ตัดเย็บเสื้อผ้าในลอนดอน ผู้มีความสนใจเรื่องของข้อมูลประชากรศาสตร์ ได้เขียนหนังสือชื่อ “Natural and Political Observations Made upon the Bills of Mortality” โดยนำข้อมูลประชากรเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคนในลอนดอนมาศึกษาเปรียบเทียบ จนทำให้เขาเห็นแนวโน้มการเสียชีวิตของคนในลอนดอนและสามารถทำนายการเกิดกาฬโรคครั้งใหญ่ในลอนดอนได้ก่อนที่มันจะเกิดการแพร่ระบาดไปทั่วยุโรป ภายหลังเขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักประชากรศาสตร์คนแรกๆ ของโลก และทำให้รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปตระหนักถึงความสำคัญของการเก็บข้อมูลประชากรอย่างจริงจังมากขึ้น

Natural and Political Observations Made upon the Bills of Mortality โดย John Graunt

Photo Credit : https://en.wikipedia.org/wiki/John_Graunt

ในช่วงยุคกลาง มีการระบาดของโรคภัยต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ในแง่หนึ่งวิกฤตโรคระบาดเป็นเรื่องราวที่น่าเศร้า แต่ในอีกแง่หนึ่งมันได้เปิดโอกาสให้มีแรงงานและอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น หลังจากที่เกรานท์เสียชีวิตไปได้ประมาณ 200 ปี ก็เริ่มมีอาชีพ “นักวิเคราะห์ข้อมูล” เกิดขึ้นในระบบการเงินของอังกฤษ บุคคลผู้นั้นก็นั้นคือริชาร์ด มิลลาร์ (Richard Millar) ซึ่งส่งผลให้อังกฤษกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของยุโรปจวบจนถึงทุกวันนี้

ริชาร์ด มิลลาร์เป็นผู้ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์และอธิบายให้เห็นถึงความได้เปรียบของการทำธุรกิจของ เฮนรี่ เฟอร์เนส (Henry Furnese) เจ้าของบริษัทอิสท์ อินเดียน (East Indain Company) เขาบอกว่าความได้เปรียบในการทำธุรกิจของบริษัทอิสท์อินเดียมาจากการที่เฮนรี่เลือกและวิเคราะห์ตัวเลขในบัญชีเพื่อให้เห็นภาพโครงสร้างของธุรกิจ พูดง่ายๆ ก็คือริชาร์ด ชี้เห็นทักษะของเฮนรี่เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งในขณะนั้น ไม่มีใครอธิบายได้อย่างเป็นระบบ นั่นถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเอาข้อมูลทางบัญชีและเอกสารทางธุรกิจมาใช้วิเคราะห์เพื่อประโยชน์ทางการค้า เป็นก้าวแรกของการเริ่มต้นปฎิวัติการทำธุรกิจแบบผูกขาดหรือสัมปทาน มาสู่ธุรกิจใหม่ที่แข่งขันกันเรื่องของความได้เปรียบของการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล

ข้อมูลเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1870 สหรัฐอเมริกามีประชากรเพียง 38 ล้าน แต่ในช่วงปลายศควรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกามีประชากรมากถึง 50 ล้านคน นับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียงแค่ 10 ปี ปัญหาเกิดขึ้นตามมาก็คือความยากลำบากในการเก็บข้อมูลสำมะโนประชากร รัฐบาลกลางคาดว่าต้องใช้มากกว่า 10 ปีในการเก็บข้อมูลทั้งหมด จนกระทั่งเฮอร์แมน โฮเรอริธท์ (Herman Hollerith) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันได้คิดค้นเครื่องอ่านการ์ดเจาะรู หรือที่เราเรียกว่า punched card สำหรับอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลขึ้น ต่อมาเครื่องนี้รู้จักกันในชื่อ Hollerith Tabulating Machine ทำให้รัฐบาลกลางสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลได้รวดเร็วขึ้นมาก จากที่คาดไว้ว่าต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ก็เหลือเพียง 3 เดือน

เครื่องอ่านการ์ดเจาะรู

การคิดค้นของโฮเรอริธท์ยังนำไปสู่การสร้างซูเปอร์คอมพิวติ้งของไอบีเอ็ม (IBM) ในปี ค.ศ. 1913 อีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการปฎิวัติด้านการเก็บข้อมูลครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของโลก

ประวัติศาสตร์ของข้อมูลที่น่าสนใจยังมีอีกมาก โดยเฉพาะช่วงสงครามโลก ซึ่งอาจจะเรียกว่าสงครามเป็นตัวผลักดันให้เกิดการก้าวกระโดดของการใช้ข้อมูลก็ว่าได้

สำหรับท่านที่มีความสนใจและต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ Scan Me See Score สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scanmeseescore.com/ หรือ สอบถามได้ที่เบอร์ (0)2-709-6556 ต่อ 4 ได้เลยค่ะ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Call Now Buttonโทรหาเรา